2010/Mar/02

วันที่ 27 ก.พ. ถึง 1 มี.ค. ที่ผ่านมาเป็นวันหยุดยาว 3 วัน เนื่องจากวันมาฆบูชา (ตรงกับวันอาทิตย์ ที่ 28 ก.พ.) .. ผมเองเห็นว่าเป็นวันหยุดยาวเนื่องจากวันทางศาสนาเช่นนี้ มัวนอนอยู่บ้าน หรือคิดแต่ไปเที่ยวเล่น คงน่าเสียดาย .. จึงจัดแจงเตรียมตัวไป จ. อุดรธานี เพื่อกลับไปยังวัดที่ผมเคยบวชช่วงเข้าพรรษาในปี 2551 "วัดภูหินร้อยก้อน"

 

ครั้งสุดท้ายที่ผมมาที่นี่ก็ช่วง "กฐิน" ปลายปีที่แล้ว ที่เจาะจงมาในครั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าทุกๆวันพระที่วัดแห่งนี้จะสวดมนต์ทำวัตรเย็น นั่งภาวนาพร้อมกันทั้งฆราวาส และพระภิกษุ จนถึง 4 ทุ่ม ... ให้ความรู้สึกเดิมๆสมัยที่ยังบวชเป็นพระได้พอสมควร

 

  

 

ทางลาดขึ้นศาลาของวัด.. ที่คุ้นเคย..

 

 

บรรยากาศเงียบสงบ.. ที่ทำให้ผมต้องกลับมา..

 

 

ทิวไผ่ยามเย็น..

 

 

 

เดินออกมาสักพัก.. กับเวิ้งน้ำที่ไม่เปลี่ยนแปลง..

 

 

แสงอาทิตย์อัสดง.. ผืนดิน.. และต้นไม้ใบหญ้า

 

ผมก็คงเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ทำงาน และใช้ชีวิตในเมืองกรุง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ที่ผมอยากจะหาความสงบอย่างมีคุณค่า ผมก็คงกลับมายังที่แห่งนี้เป็นพักๆเรื่อยไป ไม่รู้ว่าการดำเนินชีวิตทางโลกจะต้องดำเนินไปอีกเท่าไร สถานที่แห่งนี้จะเป็นหนึ่งที่พักพิงของผม ทั้งทางกาย และทางใจ ไปอีกนานแสนนาน

 

 

 

 

โอเค.. อัพแบบเวิ่นเว้อจบละ.. กลับสู่การตะลอนเดี่ยวๆบ้าง อิ อิ  ครับ.. หลังจากทำวัตรเย็นในวันมาฆบูชา (ที่นี่ไม่มีเวียนเทียนครับ) พักผ่อน 1 คืน เช้าวันต่อมา (วันที่ 1 มี.ค.) ผมก็ตักบาตรตอนเช้ากับญาติโยม สายๆก็กราบลาท่านเจ้าอาวาส เพื่อเดินทางต่อไปยัง.. "เวียงจันทร์" 

 

เนื่องจากมาอยู่ถึง 2 วัน ผมเลยเช่ารถเอา ครั้งนีไ้ด้รถ ฮอนดา แจซ แฮะ.. ขับดุ๊ยดุ่ยสบายๆ  ออกจากวัดผมก็ตรงไปยัง จ.หนองคาย ที่ๆมีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ที่คนเขานิยมข้ามแดนกันไม่น้อย

 

การจะไปฝั่ง ประเทศลาว ก็ไม่ยุ่งยากอะไร .. แค่ไปขอใบผ่านแดนเท่านั้น ผมไปทำที่ตึกการท่องเที่ยวก่อนถึงศาลากลาง .. ถ้าแบบต่อคิวก็ 30 บาท .. แบบเร่งด่วน .. ไม่ต้องต่อคิวก็ ....... 40 บาท  (ต่างกันแค่ 10 บาท แล้วผมจะรอคิวไปทำไมกันล่ะ..เหอ เหอ)  ขับรถมาอีกนิดก็ถึงด่านตรวจคนเข้า-ออกเมือง ต้องเอารถมาจอดไว้ก่อน เพราะรถเช่านี่เขาคงไม่ให้ขับข้ามแดนแน่ๆ (การจะนำรถส่วนตัวขับข้ามไปฝั่ง ลาว ได้ ต้องมีขั้นตอนมากมายพอสมควร) ผ่านที่ตรวจเอกสารแล้วก็ขึ้นรถเมล์ที่จะส่งผู้โดยสารไปยังฝั่งตรงกันข้าม (20 บาท)

 

 

วิวขณะกำลังข้ามสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว .. ตรงกลางมีรางรถไฟด้วย แต่ถ้ามีรถไฟมา เขาคงต้องกั้นไม่ให้รถผ่าน เพราะเลนก็ไม่ได้กว้างอะไรมาก พอสวนกันได้เท่านั้น

 

 

 

หนึ่งในสถานที่ยอดฮิตของ เวียงจันทร์ ก็คือประตูชัย ตั้งเด่นเป็นสง่าใจกลางเมือง คิดว่าพยายามสร้างเลียนแบบของ ฝรั่งเศส ก็เป็นได้ แต่เนื่องจากงบประมาณเทียบกันไม่ติด เสร็จออกมาเลยดูมอซอสักหน่อย ถึงอย่างนั้นก็พอจะมีลวดลายตามแบบฉบับของ ลาว ให้เห็นพอสมควร

 

 

อันนี้ด้านในครับ ... 

 

 

ต่อมาผมก็เดินเท้าไปยัง "พระธาตุหลวง" หนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเวียงจันทร์มาช้านาน .. ครับ.. เอาเข้าจริงผมไม่แนะนำให้เดินเท้า เพราะจากประตูชัยก็ปาเข้าไปหลายกิโลเมตรเหมือนกัน  ทำเอาเหนื่อยไม่เบา

 

ดูจากป้ายจะเห็นว่า.. ภาษาลาว กับ ภาษาไทย ไม่ได้ห่างไกลกันเลยครับ (ทาดหลวง - ธาตุหลวง) บางคำเราสามารถเดาความหมายได้ไม่ยาก ยิ่งภาษาพูดนี่.. คุยกันง่ายมากเลยครับ ให้ความรู้สึกที่กันเองดี กับการมาต่างประเทศแต่พูดจาภาษาใกล้กันอย่างนี้ สมเป็นเมืองพี่-เมืองน้องมาช้านานจริงๆครับ   

 

 

พระธาตุหลวงสีเหลืองทองอร่าม ที่จริงถูกบูรณะครั้งใหญ่ช่วงที่ ฝรั่งเศส เข้ามาปกครองประเทศแห่งนี้ (คงทำไปเพื่อสถาพจิตใจที่ดีของผู้ถูกปกครอง) ก่อนหน้านั้นได้ยินว่าองค์พระธาตุ และบริเวณรอบๆ ชำรุดทรุดโทรมอย่างรุนแรงครับ อ้อ.. องค์เจดีย์พระธาตุที่เห็นก็สร้างครอบตัวพระธาตุเดิมครับผม

 

 

 

 

สีทองสวยงามดี ลวดลายไม่มากไม่น้อยเกินไป ..

 

 

เศษซากขององค์พระธาตุเดิม ยังคงเก็บไว้เป็นอนุสรณ์บางส่วนครับ .. ไม่มีสิ่งใดในโลกเที่ยงแท้แน่นอนจริงๆ ไม่ต่างจากสังขารของมนุษย์เรา มีเกิด มีคงอยู่ ก็ต้องมีดับสิ้น เป็นธรรมดา

 

 

ต่อมาเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญไม่น้อย.. เรียกันติดปากว่า "หอพระแก้ว" ใช่แล้วครับ.. ที่แห่งนี้เคยเป็นที่ประดิษฐสถานขององค์ "พระแก้วมรกต" นั่นเอง ซึ่งปัจจุบันก็รู้ๆกันว่าถูกอัญเชิญมาอยู่ที่ วัดพระแก้ว ใน กรุงเทพฯ นี่เอง

 

พระแก้วมรกต มีประวัติมายาวนานพอดู โดนอัญเชิญไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ สถานที่หลังๆคือ อาณาจักรล้านนา วกมาที่ เวียงจันทร์ แห่งนี้ และก็มาอยู่ที่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ใน กรุงเทพฯ จนถึงปัจจุบัน (สงสัยจะของศักดิ์สิทธิ์อย่างแรง ใครๆก็ต้องการมาเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง..)

 

 

บริเวณด้านข้างหอพระแก้ว ผมคาดว่าคงจะสร้างขึ้นมาใหม่เช่นกัน แม้สภาพจะดูทึมๆบ้าง แต่ลวดลายก็ดูขลังไปอีกแบบ

 

 

 

ณ จุดที่เคยประดิษฐสถานองค์พระแก้ว เขาไม่ให้เข้าไปครับ ด้านหลังเป็นล้ายๆพิพิธภัณฑ์ก็ไม่ให้ถ่ายรูปอย่างเด็ดขาด เนื่องจากมีโบราณวัตถุที่หลงเหลืออยู่ ถูกจัดแสดงไว้ในตู้

 

ก็เป็นอันจบการมาเดินเล่นในตัวเมืองเวียงจันทร์ของผม ช่วงระยะเวลาสั้นๆครับ ไปได้แค่ 3 ที่เอง มไ่ได้หาข้อมูลหรือจ้างรถนำเที่ยวแต่อย่างใด แต่คิดว่าถ้ามีโอกาสจะกลับมาเที่ยวที่อื่นๆอีกครับ เมืองแห่งนี้ก็มีประวัติศาสตรืมายาวนาน คงมีสถานที่น่าสนใจอีกมากมายเป็นแน่แท้ 

 

บ้านเมืองที่นี่ก็เรียบง่าย และเงียบสงบครับ ไม่มีตึกรามบ้านช่องหลายสิบชั้นให้เห็น สภาพการจราจรก็เรือยๆ รถราก็พอสมควร แต่ใครคิดว่าประเทศลาวจะมีแต่รถกระป๋องซอมซ่อวิ่งไปมา คิดผิดซะแล้วครับ เพราะระหว่างที่ผมเดินชมสถานที่ต่างๆนั้น ผมได้เห็นรถ เฟอรารี มัสแตง มินิคูเปอร์เอส เบนซ์เอสยูวีคันโต หรือ เอส-คลาส นิสสัน 350Z ฯลฯ ซึ่งแต่ละคันที่ว่ามาต้องระดับ "เศรษฐี" เท่านั้นจึงจะครอบครองได้ คนที่เขาฐานะร่ำรวยก็คงมีอยู่ไม่น้อยเหมือนกันล่ะเนอะ (อ้อ รถยอดนิยมของที่นี่คือ ฮุนได ครับพ้ม)

 

 

 

ผมถ่ายภาพรถหรูๆที่วิ่งไปมาบนถนนไม่ทัน แต่ถ่ายที่นีไ่ด้ครับ.. เหมือนจะเป็นที่ขายรถ (หรือจอดรถหว่า) ที่เห็นทางขวาคือบรรดา มินิคูเปอร์ราคาหลายล้าน ทางซ้ายนั่นคือ นิสสัน GTR ราคาร่วม 10ล้านบาท ในบ้านเรา (อู้ว..) ข้างๆกันคือ แอสตันมาติน .. รุ่นไหนไม่ทราบได้ แต่ยี่ห้อนี้ราคาเป็นสิบๆล้านบาทเช่นกัน (โอ้ว..) และด้านหลังยังมีรถ MITSUBISHI EVOLUTION X รถมหาแรง ราคาร่วม 4 ล้านบาทจอดอยู่ด้วย .. จะแรง และหรูกันไปไหนเนี่ย 

 

ดังนั้นอย่าได้เปรียบเทียบความเชยกับคำว่า "ลาว" ต่อไปเลยครับ ประเทศเขาก็พัฒนาไปไกลกว่าที่เราคิดเหมือนกันนะนี่  

 

 

สุดท้ายเป็นภาพตอนขากลับจากสะพานที่เดิมครับ อันนี้ผมถ่ายฝั่งไทย (จ.หนองคาย) มาให้ดู .. ระดับน้ำสงสัยจะลดลงพอสมควร จนเกิดเป็นชายหาด ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อยใจเสียอย่างนั้นเลย

 

ของแถม.. ถ้าคุณอยากรู้สึกเหมือนเศรษฐี (นิดๆ) ก็เอาเงินบาท มาแลกเงินกีบได้ครับ .. รู้สึกว่า 1 บาท จะแลกได้ตั้ง 250 กีบ โดยประมาณ .. ผมใช้เงิน 1,000 บาท ก็ได้มา 256,000 กีบ !! โอ้ว !! ตัวเลขอลังการมาก ! แบงค์เป็นฟ่อน ! แต่ ขอโทษ.. บรรดาข้าวของก็ว่ากันไปตามราคาปกติล่ะครับ (หวย 3 ใบตก 50,000 กีบ อะไรอย่างนี้ .. ฮ่าๆ ) ตัวเลขก็ดูอลังการไปงั้น สุดท้ายก็ไม่ได้ต่างจากมูลค่าของ ไทย แต่อย่างใด ก็ขำๆกับตัวเองนิดหน่อยอะนะ 

 

 

Comment

Comment:

Tweet


มาอีกรอบในฐานะที่พี่ไปเม้นคนแรก หุหุ

พี่..อ้อยว่านะ บางทีเรากล้าที่จะพูดความจริงกับโลกที่คิดว่าไม่มีตัวตนมากกว่าพูดกับคนรอบข้างนะ
เพราะบางครั้งเรากลัวผลของมัยไงล่ะ

ปล..แอบเซ็งจิตพวกชุมนุม เพราะเสาร์นี้ต้องเข้ากทม.ไปม.มหิดลกับพี่สาว
แล้วอ้อยอยู่สระบุรี ทางเข้าเมืองหลวงรึก็เส้นทางเข้าทั้งนั้น เดือดร้อนอ่ะ เซ็งมาก
#8 by Duckie At 2010-03-09 09:34,
แหม ไปเที่ยวต่างประเทศมาก็ไม่บอกนะครับ ..​ ดีอ่ะท่าทางจะเที่ยวแบบถูกๆดี เดี๋ยวไว้หาโอกาสชวนไปกันกับเพื่อนๆบ้างดีกว่า อยากเที่ยวต่างประเทศบ้าง ฮ่าๆๆ

ปล. เขาต้องใช้ passport มั๊ยอะครับ?
#7 by soundsyndrome At 2010-03-04 04:47,
สวยจังพี่ข่าน ลั่นล้าเลยสิท่า หุหุ
#6 by Duckie At 2010-03-03 11:46,
เคยชอบภาพถ่ายบริเวณรอบวัดยังไง ก็ยังคิดว่ามันสวย ร่มรื่น สงบ น่าประทับใจเช่นเดิม :)

พี่ข่านชอบแบกเป้เที่ยวเหมือนกันนะคะเนี่ย แอบอิจฉานิดนึง เหอๆ อยากไปลุยมั่งอ่ะ >.<!!

ไม่ได้คุยกันนานเลย หวังว่าคงยังสบายกาย สบายใจดีอยู่เหมือนเดิมนะคะ ^^
#5 by วี่จัง At 2010-03-03 05:43,
ภาพแต่ละรูปอย่างงาม

#4 by เยี้ยง At 2010-03-03 02:28,
ห. .โหลดโหด
กร๊าซ

ท่าทางบรรยากาศดีจังเลยค่ะ
ไหนง่ะ เอารถชัดๆง้ะ เอาแอสตันชัดชัดด
/พล่อค
#3 by ลูกปลา@Tearoom At 2010-03-02 22:47,
ชอบซุ้มกอไผ่
วัดสวยจริงๆ
confused smile confused smile
#2 by wesong At 2010-03-02 22:43,
เห็นแบบนี้ ชักอยากลองไปเที่ยวดูจัง อยากลองถือเงินเป็นฟ่อนๆ แบบในภาพดู รู้สึกรวยขึ้นชอบกล 555confused smile
#1 by Taki At 2010-03-02 22:28,