ชื่อ Entry เหมือนหนังเรื่องหนึ่ง.. แต่เปล่าครับ ผมไม่เคยดูหนังเรื่องที่ว่าเลย หนัง 3-4 ปีมาแล้วมั้งนะ จำได้แค่ว่า.. หนังออกจะอาร์ตหน่อย และก็.. นางเอกคือ สการ์เลต โจแฮนสัน (ตอนนั้นคงยังเอ๊าะๆอยู่ ไม่ใช่อึ๋มๆแบบปัจจุบันนี้.. หุ หุ )
ช่วงนี้ผมมีงานแปลหนังสือที่รับมาเพิ่มเติม นอกไปจากงานแปลบทความรถยนต์ที่ทำอยู่แล้วเดิม อันนี้ต้องขอบคุณ Gow27 ที่แนะนำและพาไปที่บริษัทสำนักพิมพ์จนทำให้ผมมีโอกาสได้ลองงานชิ้นนี้
สำนักพิมพ์ไหน และ หนังสือเกี่ยวกับอะไร ผมขออนุญาตยังไม่บอกตอนนี้ล่ะกันครับ เพราะ เพิ่งอยู่ในช่วงทดสอบงานโดยการแปลให้เขาดู 1 บท เลยยังไม่อยากจะพูดอะไรมากตอนนี้ (ในกรณีที่ไม่ผ่าน วะ ฮ่าๆ..)
อย่างไรก็ตามบางคนที่ผมเคยเจอกันก็อาจจะเห็นหนังสือเล่มที่ว่าไปแล้ว.. เป็นหนังสือที่เล่มไม่หนาอะไรครับ เนื้อหาข้างในก็ไม่ได้มากมาย เป็นลักษณะการให้แง่คิด และ คำนิยมสั้นๆให้ผู้อ่านนำไปคิดและนำไปใช้ในชีวิตจริงได้
ข้อดีคือเนื้อหาไม่หนาแน่น สิ่งที่ให้แปลก็ไม่เยอะจนเกินไป.. แต่จุดยากคือ คำนิยม และ คติข้อคิดเหล่านั้น สั้นๆ.. แต่ต้องแปลให้ได้ใจความ มีแง่คิดที่ดีตามที่ผู้แต่งเดิมเขาทำมา..
อันหลังนี่ทำให้การแปลยากขึ้น.. มากมาย TT_______TT
แต่ยังไงก็พยายามสุดความสามารถครับ ถึงผมจะยังมือใหม่เรื่องการแปล หรือการทดสอบงานแรกอาจจะยังไม่ผ่าน อย่างน้อยก็ได้ประสบการณ์ไปพัฒนางานแปลต่อไปครับ
การได้มาแปลบทความและหนังสือต่างๆ ทำให้ผมได้รู้ว่าการนำเสนอเรื่องราวผ่านภาษาเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายอย่างที่คิด อย่างภาษาอังกฤษที่เราคุ้นเคยกัน.. บางครั้งเราอ่านหนังสือ ตำรา หรือนิยายได้เข้าใจ อ่านรู้เรื่องจับใจความได้ เราก็อาจจะคิดว่าเราเข้าใจภาษาเป็นอย่างดีแล้ว
การแปลความเข้าใจในหัวของเรา มาเป็น "ภาษา" เป็นอะไรที่ยากเกินคาดจริงๆ อย่างหนังสือที่ผมกำลังแปล ผมอ่านจบไป 1 รอบ จับทาง และ จับใจความได้ว่า เนื้อหาแต่ละตอนพูดถึงอะไร.. แต่ พอจะพิมพ์เป็นภาษา.. กลับต้องมานั่งคิดคำที่เหมาะสมอยู่นานมาก
อย่างที่รู้ๆกันว่า ภาษาอังกฤษ สามารถเขียนสั้นๆได้ แต่ ถ้าแปลตรงตามคำศัพท์เป๊ะๆ จะออกมาแปร่งๆ หรือ ไม่รู้เรื่องเลยทีเดียวครับ
นี่อาจจะเป็นจุดยากของการแปลภาษาก็ได้ บางทีต้องคิดให้ดีครับว่าเราจะใช้คำอะไร รวมไปถึงการตรวจทานว่าภาษาไทยๆที่เราแปลออกมานั้น ออกมาดีแค่ไหน เพราะ ถ้าใช้คำสิ้นเปลืองเกินไป การอ่านจะไม่ไหลลื่นครับ หรือ ถ้ามีคำซ้ำและคำขยายความมากเกินไป (เช่น ที่..อย่างนั้น , นี้ , นั้น , เป็น , และ , ... etc. ) ประโยคก็ดูตะกุกตะกัก .. ก็ว่ากันไปครับ
การแปลภาษาทำให้ผมฉุกคิด.. (แบบว่าคิดเรื่อยเปื่อยอะนะ..) บางทีอาจจะคล้ายกลไกทางจิตใจของคนเราบางส่วนด้วย..
บางทีเราคิดว่าการที่เรามีความรู้สึกขึ้นมากับใครคนหนึ่ง จะเป็น พี่-น้อง , เพื่อน , พ่อ-แม่ หรือ ..แน่นอน.. แฟน (หรือคนที่เราปิ๊งๆนั่นล่ะ) เราอาจจะคิดว่าแค่ความรู้สึกที่มีในใจนั้นมันก็ชัดเจนพอแล้ว ดีพอแล้ว เพียงพอแล้ว..
แต่ความจริงอาจจะยังไม่ใช่ก็ได้..
เพราะลำพังความรู้สึกที่อยู่ในใจ คงไม่มีใครสามารถอ่านใจ และ "เข้าใจ"ความรู้สึกของเราได้ จนกว่า.. เราจะแปลความรู้สึกในใจของเรานั้น มาเป็นภาษาให้คนๆนั้นได้รับรู้อย่างถ่องแท้..
ภาษาที่แปลจากใจมีหลายแนวทางครับ ภาษาพูดก็ได้ ภาษากายก็ได้ .. เช่นการเอาใจใส่ ดูแล เชื่อว่าแค่นี้ก็ทำให้ผู้รับเข้าใจความรู้สึกดีๆในใจที่แปลออกมาให้เขาได้รับรู้แล้วล่ะ..
บางครั้งเราอาจจะอยู่กับความคิด ความรู้สึกในใจมากเกินไป ไม่ได้แปลออกมาให้ชัดเจน จึงเกิดความเข้าใจผิดกันขึ้น ขัดใจกันขึ้น แล้วสรุปว่า "เขา"ไม่เข้าใจเรา ทำเราทุกข์ .. เรารักเขา ชอบเขา แบบนี้.. ทำไมมองไปอีกทางหนึ่ง... สารพัดรูปแบบของความขัดใจกัน..
ลองมองย้อนดูตัวเองก่อนว่า สารพัดความรู้สึกดีๆในใจที่เรามีให้ใครต่อใคร.. เราแปลมันออกมาถูกต้องแล้วหรือยัง.. คิดดูให้ดีๆอย่างมีสติก่อนที่จะแปลมันเป็นภาษาให้คนๆหนึ่งได้รับรู้..
ไม่อย่างนั้นคงน่าเศร้า.. ถ้าความรู้สึกในใจของเราว่า รัก ชอบ ดีใจ สุขใจ ที่มีให้กับคนๆหนึ่ง ถูกแปลไปผิดๆและตีความหมายเป็นคำว่า น่าเบื่อ เกลียด ทุกข์ใจ.. จะโทษเขาก็ไม่ได้ คงเพราะตัวเรานั้นแปลความหมายให้เขารับรู้ผิดพลาดเสียเอง
---------------------------------------------------------------------------
นานแล้ว กลับมาอัพ Blog แบบฉ่อยๆ.. เรื่อยเปื่อยบ้าง.. Text ล้วนๆ.. แต่บางทีก็แบบนี้ล่ะครับ สิ่งที่เราได้ทำ และได้เจอ บางทีก็ให้แง่คิดสะท้อนส่วนอื่นๆในชีวิตเราได้บ้างเหมือนกัน.. ผมว่าสนุกดีนะ ทำให้ชีวิตน่าสนใจขึ้น ฮ่ะๆ :D
งั้นใส่เพลงไปอีกนิด กด Play เพื่อเล่นได้ ฟังเพลินๆครับ ' v ' > (อนึ่งรูปประกอบไม่เกี่ยวกับเพลงแต่อย่างใด..เหอะ เหอะ..)
ปล. อยากให้เธอเข้าใจเหลือเกินว่า.. รู้สึกดีกับเธอมาก..
ทำไมต้องเธอ : บอย ตรัย || สนามหลวงคอนเนกท์
ช่วงนี้ผมมีงานแปลหนังสือที่รับมาเพิ่มเติม นอกไปจากงานแปลบทความรถยนต์ที่ทำอยู่แล้วเดิม อันนี้ต้องขอบคุณ Gow27 ที่แนะนำและพาไปที่บริษัทสำนักพิมพ์จนทำให้ผมมีโอกาสได้ลองงานชิ้นนี้
สำนักพิมพ์ไหน และ หนังสือเกี่ยวกับอะไร ผมขออนุญาตยังไม่บอกตอนนี้ล่ะกันครับ เพราะ เพิ่งอยู่ในช่วงทดสอบงานโดยการแปลให้เขาดู 1 บท เลยยังไม่อยากจะพูดอะไรมากตอนนี้ (ในกรณีที่ไม่ผ่าน วะ ฮ่าๆ..)
อย่างไรก็ตามบางคนที่ผมเคยเจอกันก็อาจจะเห็นหนังสือเล่มที่ว่าไปแล้ว.. เป็นหนังสือที่เล่มไม่หนาอะไรครับ เนื้อหาข้างในก็ไม่ได้มากมาย เป็นลักษณะการให้แง่คิด และ คำนิยมสั้นๆให้ผู้อ่านนำไปคิดและนำไปใช้ในชีวิตจริงได้
ข้อดีคือเนื้อหาไม่หนาแน่น สิ่งที่ให้แปลก็ไม่เยอะจนเกินไป.. แต่จุดยากคือ คำนิยม และ คติข้อคิดเหล่านั้น สั้นๆ.. แต่ต้องแปลให้ได้ใจความ มีแง่คิดที่ดีตามที่ผู้แต่งเดิมเขาทำมา..
อันหลังนี่ทำให้การแปลยากขึ้น.. มากมาย TT_______TT
แต่ยังไงก็พยายามสุดความสามารถครับ ถึงผมจะยังมือใหม่เรื่องการแปล หรือการทดสอบงานแรกอาจจะยังไม่ผ่าน อย่างน้อยก็ได้ประสบการณ์ไปพัฒนางานแปลต่อไปครับ
การได้มาแปลบทความและหนังสือต่างๆ ทำให้ผมได้รู้ว่าการนำเสนอเรื่องราวผ่านภาษาเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายอย่างที่คิด อย่างภาษาอังกฤษที่เราคุ้นเคยกัน.. บางครั้งเราอ่านหนังสือ ตำรา หรือนิยายได้เข้าใจ อ่านรู้เรื่องจับใจความได้ เราก็อาจจะคิดว่าเราเข้าใจภาษาเป็นอย่างดีแล้ว
การแปลความเข้าใจในหัวของเรา มาเป็น "ภาษา" เป็นอะไรที่ยากเกินคาดจริงๆ อย่างหนังสือที่ผมกำลังแปล ผมอ่านจบไป 1 รอบ จับทาง และ จับใจความได้ว่า เนื้อหาแต่ละตอนพูดถึงอะไร.. แต่ พอจะพิมพ์เป็นภาษา.. กลับต้องมานั่งคิดคำที่เหมาะสมอยู่นานมาก
อย่างที่รู้ๆกันว่า ภาษาอังกฤษ สามารถเขียนสั้นๆได้ แต่ ถ้าแปลตรงตามคำศัพท์เป๊ะๆ จะออกมาแปร่งๆ หรือ ไม่รู้เรื่องเลยทีเดียวครับ
นี่อาจจะเป็นจุดยากของการแปลภาษาก็ได้ บางทีต้องคิดให้ดีครับว่าเราจะใช้คำอะไร รวมไปถึงการตรวจทานว่าภาษาไทยๆที่เราแปลออกมานั้น ออกมาดีแค่ไหน เพราะ ถ้าใช้คำสิ้นเปลืองเกินไป การอ่านจะไม่ไหลลื่นครับ หรือ ถ้ามีคำซ้ำและคำขยายความมากเกินไป (เช่น ที่..อย่างนั้น , นี้ , นั้น , เป็น , และ , ... etc. ) ประโยคก็ดูตะกุกตะกัก .. ก็ว่ากันไปครับ
การแปลภาษาทำให้ผมฉุกคิด.. (แบบว่าคิดเรื่อยเปื่อยอะนะ..) บางทีอาจจะคล้ายกลไกทางจิตใจของคนเราบางส่วนด้วย..
บางทีเราคิดว่าการที่เรามีความรู้สึกขึ้นมากับใครคนหนึ่ง จะเป็น พี่-น้อง , เพื่อน , พ่อ-แม่ หรือ ..แน่นอน.. แฟน (หรือคนที่เราปิ๊งๆนั่นล่ะ) เราอาจจะคิดว่าแค่ความรู้สึกที่มีในใจนั้นมันก็ชัดเจนพอแล้ว ดีพอแล้ว เพียงพอแล้ว..
แต่ความจริงอาจจะยังไม่ใช่ก็ได้..
เพราะลำพังความรู้สึกที่อยู่ในใจ คงไม่มีใครสามารถอ่านใจ และ "เข้าใจ"ความรู้สึกของเราได้ จนกว่า.. เราจะแปลความรู้สึกในใจของเรานั้น มาเป็นภาษาให้คนๆนั้นได้รับรู้อย่างถ่องแท้..
ภาษาที่แปลจากใจมีหลายแนวทางครับ ภาษาพูดก็ได้ ภาษากายก็ได้ .. เช่นการเอาใจใส่ ดูแล เชื่อว่าแค่นี้ก็ทำให้ผู้รับเข้าใจความรู้สึกดีๆในใจที่แปลออกมาให้เขาได้รับรู้แล้วล่ะ..
บางครั้งเราอาจจะอยู่กับความคิด ความรู้สึกในใจมากเกินไป ไม่ได้แปลออกมาให้ชัดเจน จึงเกิดความเข้าใจผิดกันขึ้น ขัดใจกันขึ้น แล้วสรุปว่า "เขา"ไม่เข้าใจเรา ทำเราทุกข์ .. เรารักเขา ชอบเขา แบบนี้.. ทำไมมองไปอีกทางหนึ่ง... สารพัดรูปแบบของความขัดใจกัน..
ลองมองย้อนดูตัวเองก่อนว่า สารพัดความรู้สึกดีๆในใจที่เรามีให้ใครต่อใคร.. เราแปลมันออกมาถูกต้องแล้วหรือยัง.. คิดดูให้ดีๆอย่างมีสติก่อนที่จะแปลมันเป็นภาษาให้คนๆหนึ่งได้รับรู้..
ไม่อย่างนั้นคงน่าเศร้า.. ถ้าความรู้สึกในใจของเราว่า รัก ชอบ ดีใจ สุขใจ ที่มีให้กับคนๆหนึ่ง ถูกแปลไปผิดๆและตีความหมายเป็นคำว่า น่าเบื่อ เกลียด ทุกข์ใจ.. จะโทษเขาก็ไม่ได้ คงเพราะตัวเรานั้นแปลความหมายให้เขารับรู้ผิดพลาดเสียเอง
---------------------------------------------------------------------------
นานแล้ว กลับมาอัพ Blog แบบฉ่อยๆ.. เรื่อยเปื่อยบ้าง.. Text ล้วนๆ.. แต่บางทีก็แบบนี้ล่ะครับ สิ่งที่เราได้ทำ และได้เจอ บางทีก็ให้แง่คิดสะท้อนส่วนอื่นๆในชีวิตเราได้บ้างเหมือนกัน.. ผมว่าสนุกดีนะ ทำให้ชีวิตน่าสนใจขึ้น ฮ่ะๆ :D
งั้นใส่เพลงไปอีกนิด กด Play เพื่อเล่นได้ ฟังเพลินๆครับ ' v ' > (อนึ่งรูปประกอบไม่เกี่ยวกับเพลงแต่อย่างใด..เหอะ เหอะ..)
ปล. อยากให้เธอเข้าใจเหลือเกินว่า.. รู้สึกดีกับเธอมาก..
ทำไมต้องเธอ : บอย ตรัย || สนามหลวงคอนเนกท์